จาก “เครื่องราง” สู่ “เครื่องประดับ” ในเวลา 9 วัน
อัปเดตเมื่อ 8 ต.ค.
MUTELU Challenge เมื่อความเชื่อไม่ได้ต้องแค่ “สวย” แต่ต้องสร้างออกมาได้จริง

หลังจาก Challenge ก่อนหน้าที่ CREW CUTTERS ต้องทำความเข้าใจ Gen Z และทดลองใช้ AI เป็นเครื่องมือในกระบวนการสร้างสรรค์ โจทย์ครั้งนี้พาเรากลับมาสู่สิ่งที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน
“ความเชื่อ”
โจทย์ของ Challenge คือการออกแบบ เครื่องประดับสายมูหรือวัตถุมงคล โดย CREW CUTTERS ได้หัวข้อ “เมตตามหานิยม” ซึ่งตามคติความเชื่อดั้งเดิมเชื่อมโยงกับความเมตตาเอ็นดู เสน่ห์ในการเจรจา การค้าขาย และการได้รับการสนับสนุนจากผู้คนรอบตัว แต่ความท้าทายของโจทย์นี้ไม่ได้อยู่ที่การออกแบบเพียงอย่างเดียว เพราะครั้งนี้ทุกทีมมีเวลาเพียง 9 วัน ในการพัฒนาแนวคิด ออกแบบ และผลิตผลงานออกมาเป็น ชิ้นงานจริง เพื่อนำเสนอต่อกรรมการ จากสิ่งที่เคยอยู่บนกระดาษ จึงต้องเดินทางเข้าสู่โลกของ Production อย่างเต็มตัว
ก่อนออกแบบ ต้องเข้าใจก่อนว่า “ความเชื่อ” ที่เรากำลังทำงานด้วยคืออะไร
Concept และ Design Direction ของ Challenge นี้มาจาก พี่อาร์ม (คุณธนาวัฒน์ พนาเชวง จากแบรนด์ Charites Gems) ซึ่งเริ่มต้นด้วยการนำความรู้เรื่องวัตถุมงคลมาอธิบายและแลกเปลี่ยนกับทีม
ในภาพกว้าง วัตถุมงคลตามคติความเชื่อสามารถพบได้หลายลักษณะ ตั้งแต่วัตถุจากธรรมชาติที่คนโบราณให้คุณค่าเป็นพิเศษ รูปเคารพหรือสัญลักษณ์ทางศาสนาและตำนาน ไปจนถึงวัตถุมงคลที่ถูกสร้างขึ้นตามความเชื่อและสายวิชาในแต่ละท้องถิ่น

สำหรับโจทย์นี้ พี่อาร์มเลือกศึกษาในกลุ่มหลัง เพราะไม่ต้องการนำรูปเคารพทางศาสนามาเป็นองค์ประกอบหลัก และไม่ต้องการเพียงนำวัตถุมงคลเดิมมาใส่กรอบหรือทำเป็นจี้ แต่ต้องการตั้งต้นจาก “ความหมายของความเชื่อ” แล้วออกแบบขึ้นใหม่ด้วยภาษาของ Jewelry
คำถามจึงกลายเป็นว่า เราจะทำอย่างไรให้วัตถุมงคลยังมีความหมายเดิม แต่มีรูปลักษณ์ ฟังก์ชัน และคุณค่าของเครื่องประดับร่วมสมัย?
จาก “สาริกาคู่” สู่ THE GOLDEN SPELL
เมื่อโจทย์คือเมตตามหานิยม พี่อาร์มเลือก “สาริกาคู่” มาเป็นหัวใจของงาน ตามคติความเชื่อ สาริกามักเชื่อมโยงกับเสน่ห์ของคำพูด การเจรจา การค้าขาย และการได้รับความเมตตาเอ็นดู แต่แทนที่จะทำสาริกาในรูปแบบเครื่องรางเดิม แนวคิดถูกนำมาตีความใหม่ให้กลายเป็น Contemporary Jewelry ภายใต้ชื่อ
THE GOLDEN SPELL (SARIKA)

ดีไซน์เป็นนกสาริกาสองตัวหันหน้าเข้าหากัน เกาะอยู่เหนือโครงสร้างทรงไข่ โดยนำแรงบันดาลใจด้านโครงสร้างมาจากงานประเภท Fabergé Eggs ที่มีชื่อเสียงเรื่องรายละเอียด งานฝีมือ กลไก และการซ่อนสิ่งพิเศษไว้ภายใน และนี่...นำไปสู่หัวใจอีกข้อของ Design ถ้าความเชื่อจะอยู่ใน Jewelry มันไม่จำเป็นต้องเป็นเพียง Symbol แต่สามารถกลายเป็น Function ได้
เมื่อ “ความเชื่อ” กลายเป็น Function

ส่วนกระเปาะทรงไข่ด้านล่างถูกออกแบบให้สามารถ เปิด–ปิดได้ ภายในมีพื้นที่สำหรับบรรจุ “สีผึ้ง” ตามความเชื่อด้านเมตตามหานิยม ผู้สวมใส่สามารถเปิดเพื่อนำสีผึ้งมาใช้ตามความเชื่อส่วนบุคคล และเมื่อหมดก็สามารถเติมใหม่ได้ เครื่องประดับชิ้นนี้จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นสิ่งที่สวมอยู่บนร่างกาย แต่เกิด Interaction ระหว่างผู้สวมใส่กับชิ้นงาน

พร้อมออกแบบให้สามารถนำไปใช้ได้ทั้งในรูปแบบ Pendant และ Charm เพื่อให้สิ่งที่เคยเป็น “เครื่องรางที่พกติดตัว” สามารถเข้ามาอยู่ใน Daily Lifestyle ได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น

รายละเอียดต่าง ๆ บนชิ้นงานเองก็ไม่ได้ถูกใส่เข้ามาเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่มีการนำสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อด้านเมตตามหานิยมมาซ่อนอยู่ในตัวงานด้วย จึงเกิดการทำงานร่วมกันของสามสิ่ง คือ Symbol, Function และ Jewelry ความหมายเดิมยังอยู่ แต่ถูกถ่ายทอดผ่านภาษาใหม่
9 วัน - เมื่อ Design ต้องเผชิญกับความจริงของ Production

สำหรับเรา นี่คืออีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของการแข่งขัน เพราะ Design ที่ดูสวยบนกระดาษ ไม่ได้หมายความว่าจะผลิตออกมาได้เหมือนที่คิดเสมอไป และทุกทีมมีเวลาเพียง 9 วัน เมื่อต้องทำชิ้นงานจริง คำถามจึงเปลี่ยนทันที โครงสร้างจะทำได้หรือไม่?, กลไกเปิด–ปิดจะทำงานอย่างไร?, ชิ้นงานจะใหญ่หรือหนักเกินไปหรือเปล่า?, รายละเอียดของนกจะผลิตออกมาได้แค่ไหน? และจะทำอย่างไรให้ทุกอย่างเสร็จทันเวลาโดยยังรักษา Concept เดิมไว้? นี่คือช่วงที่ Designer ต้องยอมให้ “ความเป็นจริงของการผลิต” เข้ามามีส่วนร่วมกับงานออกแบบ ไม่ใช่เพื่อทำลายความคิด แต่เพื่อหาวิธีทำให้ความคิดนั้น เกิดขึ้นได้จริง
จาก Concept สู่ Product ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยคนคนเดียว
ทางรายการ The Cut Reality ยังให้แต่ละทีมส่งตัวแทนไปถ่ายทำนอกสถานที่ ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ศูนย์พระนครเหนือ เพื่อถ่ายทอดเบื้องหลังกระบวนการขึ้นชิ้นงาน ตั้งแต่แบบที่อยู่บนกระดาษไปจนถึงการผลิตจริง

สำหรับ CREW CUTTERS มี น้องโบ๊ท (คุณวรพงศ์ จันทร์พฤกษ์ จาก Luvia), พี่โบ๊ท (คุณเอกไกร พวงมณี จาก SEWN Handicraft) และน้องแพรว (คุณอารีญา ไชยวัลย์ จาก Minella) เข้ามามีส่วนช่วยในช่วงของ Production Development ทำงานร่วมกันเพื่อพาแนวคิดและดีไซน์ไปสู่ Product ที่สามารถเกิดขึ้นจริงภายในเวลาที่มีอยู่ ตรงนี้ทำให้เราเห็นอีกด้านของการทำ Jewelry ชัดมากขึ้นว่า คนที่คิด Concept อาจเป็นคนหนึ่งคนที่ออกแบบอาจเป็นคนหนึ่งและคนที่ช่วยหาวิธีทำให้มันเกิดขึ้นจริง อาจเป็นอีกหลายคน
ผลงานสุดท้ายจึงไม่ได้เกิดจาก Sketch เพียงแผ่นเดียว แต่เกิดจากการส่งต่อความคิดระหว่าง Designer, Maker และทีม Production ที่ต้องเข้าใจเป้าหมายเดียวกัน
จากชิ้นงานจริง สู่คำถามว่า “เรากำลังออกแบบให้ใคร?”
เมื่อ Product เกิดขึ้นแล้ว คำถามต่อมาของ CREW CUTTERS คือ “แล้วใครคือคนที่จะสวม THE GOLDEN SPELL?” ทีมจึงมองไปที่กลุ่มคนที่ การสื่อสารและการเจรจามีผลต่อความสำเร็จในชีวิตและการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นนักขาย นักธุรกิจ คนที่ต้องประชุมหรือนำเสนองาน รวมถึง Influencer ซึ่งสอดคล้องกับความหมายของ “สาริกา” ที่ทีมเลือกมาตีความในเรื่องเสน่ห์ของคำพูด การเจรจา และเมตตามหานิยม

สำหรับตลาดไทย เราวางแนวคิด POP-UP Experience เพื่อให้ลูกค้าได้เข้ามาสัมผัส ทดลองสวม และทำความเข้าใจทั้งเรื่องราว ความหมาย และฟังก์ชันของชิ้นงานด้วยตัวเอง เพราะสินค้าประเภทนี้อาจไม่ได้ขายด้วยรูปลักษณ์เพียงอย่างเดียว แต่ ประสบการณ์และเรื่องราว ก็เป็นส่วนหนึ่งของคุณค่าที่ลูกค้าได้รับ
ขณะเดียวกัน
ทีมยังมองโอกาสความเป็นไปได้ใน ตลาดจีน โดยตั้งเป้าหมายในแผนไว้ที่ 100,000 ชิ้น และวางช่องทางผ่าน TikTok, WeChat และ Xiaohongshu พร้อมแนวคิดร่วมงานกับ Influencer จีนเพื่อทำ Live Commerce รวมถึงสร้างการรับรู้ผ่าน Fashion Show และ TV Direct
สิ่งที่น่าสนใจสำหรับเราคือ เมื่อ Concept ของ Product ชัด การตลาดก็สามารถ เติบโตออกมาจากเรื่องเดียวกันได้ ตั้งแต่ว่าเรากำลังออกแบบให้ใคร ลูกค้าจะได้สัมผัสสินค้าอย่างไร ไปจนถึงช่องทางที่จะพาสินค้าไปพบคนกลุ่มนั้น

ท้ายที่สุดทีม CREW CUTTERS ได้ พี่เม (คุณปวรนันท์ ศิลปวาณิชย์ จาก Morakot Gallery) และ พี่จิ๊ (คุณจิตาภา เอื้ออมรรัตน์ จาก Siamwell) เป็นตัวแทนของทีมในการขึ้นนำเสนอ THE GOLDEN SPELL ต่อคณะกรรมการ และทีมจบ Challenge นี้ใน อันดับที่ 4
Design ที่ดี ต้องเดินทางจาก Idea ไปถึงของจริงให้ได้
สำหรับ Be'Shine โจทย์ Muletu นี้ทำให้เราเห็นชัดขึ้นว่า Design ที่ดีไม่ใช่การทำให้เรื่องเดิมดูใหม่ แต่คือการเข้าใจแก่นของเรื่องเดิมให้มากพอ จนสามารถตีความมันออกมาในรูปแบบใหม่ได้โดยที่คุณค่าเดิมยังไม่หายไป
THE GOLDEN SPELL จึงไม่ได้สอนเราเพียงเรื่องการออกแบบเครื่องประดับสายมู แต่ทำให้เราเห็นว่า ความเชื่อสามารถกลายเป็น Design, ความหมายสามารถกลายเป็น Function และเรื่องราวสามารถกลายเป็นประสบการณ์ที่ผู้สวมใส่มีส่วนร่วมได้จริง นี่คือสิ่งที่ Be'Shine อยากนำกลับมาต่อยอดในอนาคต ไม่ใช่เพียงการสร้างเครื่องประดับที่มี Story แต่ต้องทำให้ Story นั้นมีเหตุผลที่ต้องอยู่ใน Design
เพราะท้ายที่สุด เครื่องประดับที่มีความหมาย ไม่ใช่งานที่เพียง “เล่าเรื่องได้” แต่ทุกเส้น ทุกฟังก์ชัน และทุกรายละเอียด ต้องตอบได้ว่า ทำไมมันถึงอยู่ตรงนั้น
— Be'Shine
ติดตามรับชมผลงานของทีม CREW CUTTERS ได้ใน EP. 5 - The Cut Design Identity Challenge - ศึกประชันอัตลักษณ์ เจียระไนฝันสู่เวทีโลก









ความคิดเห็น