เมื่อเทคโนโลยีเจอกับงานฝีมือ อะไรคือสิ่งที่ “มือมนุษย์” ยังทำได้ดีที่สุด?
"TECH MEETS CRAFT" เมื่อความแม่นยำของเครื่องมือ ต้องมาอยู่ร่วมกับเสน่ห์ของงานทำมือ

หลังจากโจทย์ก่อนหน้าที่ CREW CUTTERS ต้องเปลี่ยนแนวคิดให้กลายเป็นเครื่องประดับจริงภายในเวลาเพียง 9 วัน Challenge ครั้งนี้พาเราไปเจอกับอีกคำถามสำคัญของคนทำงานออกแบบ
เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาไปไกลขึ้นเรื่อย ๆ งานฝีมือของมนุษย์ยังมีคุณค่าอยู่ตรงไหน?
โจทย์ Tech Meets Craft ในรายการ The Cut Reality ต้องการให้แต่ละทีมนำเทคโนโลยีมาทำงานร่วมกับงานฝีมือ โดยทีม CREW CUTTERS ได้รับโจทย์ “การแกะสลักโลหะ”

ทางรายการยังให้ทีมออกไปเรียนรู้กระบวนการทำงานนอกสถานที่ ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ศูนย์พระนครเหนือ โดยมี พี่จิ๊ (คุณจิตาภา เอื้ออมรรัตน์ จาก Siamwell), น้องโบ๊ท (คุณวรพงศ์ จันทร์พฤกษ์ จาก Luvia) และน้องแพรว (คุณอารีญา ไชยวัลย์ จาก Minella) เป็นตัวแทนของทีม CREW CUTTERS เข้าไปเรียนรู้การแกะสลักด้วยเครื่อง เพื่อทำความเข้าใจว่าเทคโนโลยีสามารถช่วยให้การทำงานของช่างละเอียด แม่นยำ และสร้างพื้นผิวในรูปแบบใหม่ ๆ ได้อย่างไร แต่สิ่งที่ทีมกลับมาตั้งคำถามต่อคือ
เราจะใช้เครื่องมือใหม่อย่างไร โดยไม่ทำให้เสน่ห์ของงานที่เกิดจากมือมนุษย์หายไป?
จาก “บึงบัว” สู่ B.U.A. - Bloom of Unique Art

แนวคิดหลักของผลงานใน Challenge นี้วางโดย พี่อาร์ม (คุณธนาวัฒน์ พนาเชวง จากแบรนด์ Charites Gems) โดยหยิบแรงบันดาลใจจากภาพ “บึงบัว” ของอาจารย์ทวี นันทขว้าง ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) มาเป็นจุดเริ่มต้น

แต่สิ่งที่ทีมเลือกนำมาใช้ไม่ใช่การลอกภาพบึงบัวมาเป็นเครื่องประดับ เราเลือกหยิบ “ความงามของความแตกต่าง” ออกมาจากภาพนั้น เพราะเมื่อมองบึงบัวจริง ๆ ใบบัวแต่ละใบไม่เคยเหมือนกัน บางใบอ่อน บางใบแก่ บางใบมีร่องรอย บางใบเปลี่ยนสีตามกาลเวลา แต่เมื่อทั้งหมดอยู่ร่วมกัน ความแตกต่างเหล่านั้นกลับสร้างความงามของบึงบัวขึ้นมา

แนวคิดนี้จึงกลายเป็น "B.U.A. - Bloom of Unique Art"

ใบบัวแต่ละใบถูกออกแบบให้มีสี วัสดุ พื้นผิว และวิธีการทำที่แตกต่างกัน ก่อนนำทุกความแตกต่างมาประกอบเป็นเครื่องประดับชิ้นเดียว เราไม่ได้พยายามทำให้ทุกอย่างเหมือนกัน แต่ให้แต่ละส่วนมีพื้นที่แสดงความงามในแบบของตัวเอง ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไป แนวคิดนี้ก็คล้ายกับทีม CREW CUTTERS เอง สมาชิกแต่ละคนมีความรู้และความถนัดต่างกัน แต่เมื่อนำสิ่งที่แต่ละคนทำได้ดีที่สุดมารวมกัน ก็สามารถสร้างสิ่งที่คนคนเดียวอาจทำไม่ได้
เมื่อ “ใบบัวแต่ละใบ” ถูกสร้างด้วยวิธีที่ไม่เหมือนกัน

ความสนุกของ B.U.A. อยู่ตรงที่แต่ละส่วนของชิ้นงานไม่ได้ใช้วัสดุหรือเทคนิคเดียวกันทั้งหมด หัวใจของโจทย์คือ การแกะสลักโลหะ ทีมจึงนำเครื่องมือแกะสลักระบบลม หรือ Air Graving มาใช้สร้างเส้น ร่อง และพื้นผิวบนโลหะ โดยควบคุมน้ำหนักและทิศทางด้วยมือของช่าง เครื่องมือช่วยให้ทำงานได้ละเอียดและแม่นยำขึ้น แต่คนยังเป็นผู้ตัดสินใจว่า เส้นควรเดินไปทางไหน ลึกเท่าไร และพื้นผิวควรออกมาอย่างไร
นี่จึงไม่ใช่การแข่งขันระหว่าง “เครื่องจักร” กับ “มือคน” แต่เป็นการให้ทั้งสองอย่างทำในสิ่งที่ตัวเองทำได้ดีที่สุด
จากเศษแก้วที่ไม่มีใครต้องการ สู่ใบบัวในเครื่องประดับ
อีกส่วนหนึ่งที่น่าสนใจคือ ใบบัวสีเขียวที่เกิดจากเศษขวดแก้วสีเขียวเหลือใช้ แทนที่จะปล่อยให้วัสดุเหล่านี้กลายเป็นของที่ไม่มีคุณค่า
ทีมทดลองนำกลับมา เพิ่มคุณค่าใหม่ (Upcycling) ด้วยการแกะและเซาะร่องด้วยมือ จนวัสดุธรรมดาที่เราอาจมองข้ามสามารถกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องประดับได้อีกครั้ง
ในส่วนนี้ พี่เอก (คุณเอกชัย แสนคำก้อน จาก FINE) เป็นผู้ช่วยประสานงานด้านการผลิต เพื่อทำให้แนวคิดการนำเศษแก้วกลับมาใช้สามารถเกิดขึ้นเป็นชิ้นงานจริง สำหรับเรา สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า “วัสดุนี้เคยเป็นอะไร” แต่อยู่ที่คำถามว่า เราสามารถมองเห็นคุณค่าใหม่ในสิ่งที่คนอื่นอาจมองว่าไม่มีคุณค่าแล้วได้หรือไม่?
Moonstone เปรียบเสมือนหยดน้ำบนใบบัว
ทีมยังนำ Moonstone เข้ามาเป็นอีกหนึ่งรายละเอียดของชิ้นงาน โดยใช้ประกายและความนุ่มนวลของอัญมณีแทนภาพของ หยดน้ำที่เกาะอยู่บนใบบัว

รายละเอียดเล็ก ๆ นี้ทำให้การเลือกอัญมณีไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะสีหรือความสวย แต่มีเหตุผลที่เชื่อมโยงกลับไปยังเรื่องราวของบึงบัว ในส่วนของการ ฝังและจัดวางอัญมณีบนตัวเรือน น้องแพรว (คุณอารีญา ไชยวัลย์ จาก Minella) และพี่จิ๊ (คุณจิตาภา เอื้ออมรรัตน์ จาก Siamwell) เข้ามาดูแล เพื่อให้ความงามของอัญมณีสามารถอยู่ร่วมกับโครงสร้างและพื้นผิวของงานได้อย่างลงตัว
ธิ (THI) วัสดุที่ยอมให้ “เวลา” เข้ามาออกแบบ
อีกองค์ประกอบสำคัญมาจาก พี่พ้อง (คุณพ้อง พรสมิทธิกุล จาก Ponk Smithi) กับวัสดุที่เรียกว่า
ธิ THI - Thailand Copper No.1 โลหะทองแดงไทยสูตรพิเศษที่สามารถค่อย ๆ เปลี่ยนสีไปตามกาลเวลา

สิ่งที่น่าสนใจคือ ทีมไม่ได้พยายามหยุดการเปลี่ยนแปลงของวัสดุ แต่กลับมองว่า การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นส่วนหนึ่งของความงาม เหมือนใบบัวในธรรมชาติที่ไม่ได้มีสีเดิมตลอดไป เมื่อเวลาผ่านไป ตัววัสดุจึงสามารถค่อยๆ สร้างร่องรอยและบุคลิกของตัวเองขึ้นมา แทนที่จะมองว่าเวลาทำให้งาน “เก่า” เรากลับทดลองให้ เวลาเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยทำให้งานเปลี่ยนแปลง
เมื่อหลายความเชี่ยวชาญ กลายเป็น Masterpiece เดียวกัน
ทีม CREW CUTTERS ยังคิดต่อว่า หาก B.U.A. จะเดินทางต่อหลังการแข่งขัน ผลงานควรเติบโตได้อย่างไร จึงแบ่งงานออกเป็น 3 ระดับ ตั้งแต่ Masterpiece ซึ่งเป็นผลงานหนึ่งเดียวสำหรับนักสะสม, Collector Limited ที่ผลิตจำนวนจำกัด พร้อมหมายเลขประจำชิ้นและข้อมูลยืนยันที่มา ไปจนถึง Artist Studies ที่ช่วยเปิดโอกาสให้คนกลุ่มใหม่เข้าถึงโลกของ B.U.A. ได้ง่ายขึ้น และอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของนักสะสมรุ่นใหม่ กลุ่มลูกค้าจึงไม่ได้ถูกกำหนดเพียงจากอายุหรือรายได้ แต่จาก สิ่งที่พวกเขาให้คุณค่า ทั้งนักสะสมที่สนใจศิลปะ งานฝีมือ และเรื่องราวทางวัฒนธรรม รวมถึงคนรุ่นใหม่ที่มองหาเครื่องประดับร่วมสมัยที่มีตัวตน มีที่มา และสามารถสะท้อนคุณค่าบางอย่างของผู้สวมใส่ได้

สำหรับ Be'Shine นี่เป็นอีกบทเรียนที่น่าสนใจ เพราะงาน Craft ไม่จำเป็นต้องขายด้วยคำว่า “ทำมือ” เพียงอย่างเดียว คุณค่าของงานยังสามารถเกิดจาก ใครเป็นคนทำ ทำอย่างไร วัสดุมาจากไหน มีจำนวนเท่าไร และเรื่องราวของชิ้นงานสามารถถูกเก็บรักษาและส่งต่ออย่างไร
เมื่อความแตกต่างพา CREW CUTTERS สู่อันดับ 1
ในโจทย์นี้ พี่เม (คุณปวรนันท์ ศิลปวาณิชย์ จาก Morakot Gallery) และน้องมายด์ (คุณณัฐสุษมา พงศ์เขมนันท์ จาก Orithai) เป็นตัวแทน CREW CUTTERS ขึ้นนำเสนอ B.U.A. ต่อคณะกรรมการ
และครั้งนี้ทีมคว้า อันดับ 1 ในโจทย์ Tech Meets Craft

หนึ่งในความคิดเห็นจากกรรมการที่ทีมได้รับ คือแนวคิดสามารถตอบโจทย์สัดส่วนด้าน Technology 70% ของการแข่งขันได้ ขณะเดียวกันก็ยังทำงานร่วมกับ Craft ได้อย่างกลมกลืน กรรมการบางท่านชื่นชอบ Story ของ “ใบบัว” และมองเห็นความเป็นไปได้ที่ผลงานจะสามารถพัฒนาต่อยอดไปสู่ระดับนานาชาติได้ แต่สิ่งหนึ่งที่โดดเด่นไม่แพ้ตัวชิ้นงาน คือ Teamwork ของ CREW CUTTERS เพราะ B.U.A. ไม่ได้เกิดจากความเชี่ยวชาญของคนเพียงคนเดียว
แนวคิดหนึ่งคน
วัสดุจากอีกคน
เทคนิคจากอีกคน
การผลิตจากอีกคน
การฝังจากอีกคน
และการนำเสนอจากอีกคน
ทุกคนไม่ได้จำเป็นต้องทำสิ่งเดียวกัน แต่ต้องเข้าใจว่า ตัวเองกำลังช่วยสร้างภาพเดียวกันอยู่
สิ่งที่ Be'Shine ได้เรียนรู้จาก B.U.A.
สำหรับ Be'Shine บทเรียนสำคัญของโจทย์นี้จึงไม่ใช่คำถามว่า Technology หรือ Craft อะไรดีกว่ากัน
แต่คือการรู้ว่า เราควรให้แต่ละอย่างทำหน้าที่ตรงไหน เครื่องมือสามารถช่วยเพิ่มความแม่นยำ เปิดความเป็นไปได้ใหม่ และทำให้สิ่งที่ซับซ้อนเกิดขึ้นจริงได้ ขณะที่มือมนุษย์ยังคงนำประสบการณ์ การตัดสินใจ และความรู้สึกเข้าไปอยู่ในรายละเอียดของงาน เรื่องนี้เชื่อมโยงกลับมายังรากของ Be'Shine โดยตรง โดยเฉพาะ งานเจียระไนอัญมณีและความเชี่ยวชาญของช่าง ที่ไม่ใช่เพียงการทำให้อัญมณีมีรูปทรงสวย แต่ต้องอาศัยสายตาและประสบการณ์ในการอ่านวัตถุดิบแต่ละเม็ด เพราะธรรมชาติไม่เคยสร้างอัญมณีสองเม็ดให้เหมือนกันทุกประการ สิ่งที่เราอยากนำกลับมาต่อยอดจึงไม่ใช่การพยายามเลือกระหว่าง “เทคโนโลยี” หรือ “งานฝีมือ” แต่คือการใช้เทคโนโลยีเพื่อ ขยายสิ่งที่มนุษย์ทำได้ โดยไม่ลบสิ่งที่ทำให้งานนั้นมีความเป็นมนุษย์ออกไป เพราะในวันที่เครื่องมือสามารถสร้างความสมบูรณ์แบบได้มากขึ้นเรื่อย ๆ คุณค่าของ Craft อาจไม่ได้อยู่ที่การทำทุกชิ้นให้เหมือนกันที่สุดแต่อยู่ที่การทำให้แต่ละชิ้น มีเหตุผลที่มันจะไม่เหมือนใคร และบางที นั่นคือสิ่งเดียวกับที่ B.U.A. กำลังบอกเรา
ความแตกต่างไม่ใช่สิ่งที่ต้องแก้ไข...แต่เมื่อถูกเข้าใจ และวางไว้ถูกที่ มันสามารถกลายเป็นคุณค่าของงานได้
— Be'Shine
ติดตามรับชมผลงานของทีม CREW CUTTERS ได้ใน EP. 7 - The Cut Design Identity Challenge - ศึกประชันอัตลักษณ์ เจียระไนฝันสู่เวทีโลก









ความคิดเห็น